พัฒนาการทางความรัก

ย่างเข้าเดือนแห่งความรักแล้วนะครับ ไม่ว่าจะมองไหนทางใดก็สัมผัสถึงบรรยากาศของความรักอบอวลไปทั่ว อันที่จริงแล้ววันวาเลนไทน์นั้นเพิ่งจะมาโด่งดังในประเทศไทยโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมานี้เอง คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยนี้ก็คงจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะกับพฤติกรรมของลูกๆ ไม่มากก็น้อยทีเดียวนะครับ

สำหรับพัฒนาการทางความรักนั้น มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ระยะแรกของชีวิต ทารกที่ได้รับการสัมผัสเลี้ยงดูจากมารดาและบุคคลรอบข้างอย่างเหมาะสม ก็จะรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวนั้นน่าพึงใจ และเรียนรู้ที่จะไว้ใจบุคคลรอบข้าง แต่หากเป็นไปในทางตรงข้าม ทารกก็จะเกิดความไม่ไว้ใจและสงสัยในโลกที่ตนอาศัยอยู่จนอาจพัฒนาเป็นบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสมในอนาคตได้ครับ

ความรักในวัยเด็กนั้นยังถูกหล่อหลอมจากการเรียนรู้ด้านสังคม เด็กๆ ควรได้รับการฝึกวินัยและหลักศีลธรรมร่วมกัน เพื่อที่จะสามารถควบคุมตนเองและดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่าเงป็นสุข โดยไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง อันเป็นพื้นฐานของการเคารพสิทธิส่วนบุคคลครับ

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เด็กผู้หญิงจะเจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กผู้ชาย โดยเริ่มเข้าสู่วัยสาวตั้งแต่อายุประมาณ 10 ปี จะสังเกตได้นะครับว่าเด็กๆผู้หญิงช่วงที่เรียนอยู่ชั้น ป.3 – ป.4 ยังสามารถเล่นไล่จับกับเพื่อนผู้ชายได้โดยไม่ขัดเขิน แต่พอขึ้นชั้น ป.5 อาจจะมีความรู้สึกเอียงอายเกิดขึ้น ในขณะที่เด็กผู้ชายจะเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มในช่วงอายุประมาณ 11 – 12 ปี ระยะนี้อาจมีเหตุการณ์หนุ่มน้อยปิ๊งสาว หรือ สาวน้อยปิ๊งหนุ่ม หรือบางครั้งเพื่อนตัวดีก็อาจจะจับคู่ให้กันก็มี
ดังที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า ความรักกับวัยรุ่นนั้นอาจสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้กับผู้ปกครองได้ ทั้งนี้เป็นเพราะเด็กวัยรุ่นนั้นเริ่มมีพัฒนาการหลายด้านที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีทุติยภูมิทางเพศที่สมบูรณ์ สนใจเพศตรงข้าม ติดเพื่อนมากขึ้น อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และยังชอบเถียงไม่ฟังคำสั่ง ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านรู้สึกหงุดหงิดได้ทุกเวลานะครับ

คุณพ่อคุณแม่อาจต้องมีการปรับตัวให้ตามทันเจ้าตัวยุ่งสักนิดนะครับ แต่ไม่ต้องถึงกับกังวลหรือทักท้วงเด็กๆ มากจนเกินไปเพราะจะทำให้เสียความสัมพันธ์ที่ดีได้ ผู้ปกครองควรหมั่นพูดคุยกับเด็กด้วยท่าทีที่เป็นมิตร อาจชี้ชวนหรือเปิดประเด็นการสนทนาในเรื่องความรักที่ดีและไม่ดีจากสิ่งแวดล้อมที่พบเห็น ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะและเรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกทางหนึ่งด้วยครับ อย่างไรก็ตาม หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจที่จะพูดคุยกับลูกๆ หรือไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สามารถที่จะขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในครอบครัวและป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตครับ

4 เกร็ดความรักจากมุมมองเศรษฐศาสตร์

ที่มาภาพ : settakid.com
ที่มาภาพ : settakid.com

แม้ความรักจะเป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหาแต่ก็เป็นอะไรที่หลายคนกลัว เพราะมันเต็มไปด้วยคำถามที่อาจไม่มีคำตอบ

ควรจะมีแฟนเมื่อไหร่…คนในฝันของเราอยู่ที่ไหนกัน…เค้าไกลเกินเอื้อมหรือเปล่า…ทำไมสวย/หล่อแล้วเลือกได้…ทำไมเขาดีแค่ตอนจีบ…ทำไมรักหมดใจก็ยังไม่พอ…

คำถามเหล่านี้ต่อให้เป็นเทพแห่งความรักก็คงตอบได้ไม่หมด

แต่ที่ตลกที่สุดคือ นับวันผมยิ่งเห็นว่าสาขาวิชาที่ถูกมองว่า “ไม่โรแมนติก” ที่สุดบางทีกลับสามารถช่วยให้คำตอบและวางกรอบความคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมหาคู่ของมนุษย์ได้อย่างไม่เลวเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เริ่มมีการศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์หาคู่มากขึ้นในระยะหลัง

เนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์ผมขอเสนอ 4 เกร็ดความรักจากมุมมองเศรษฐศาสตร์ที่หวังว่าจะเป็นประโยชน์หรืออย่างน้อยก็เป็นอาหารสมองที่น่าสนใจให้กับผู้อ่านครับ

1. หาแฟนคล้ายหางานมากกว่าที่คุณคิด

ที่มาภาพ : https://pixabay.com/en/interview-job-icon-job-interview-1018333/
ที่มาภาพ : https://pixabay.com/en/interview-job-icon-job-interview-1018333/

ตลาดหาคู่นั้นมีส่วนคล้ายกับตลาดแรงงานมากแต่กลับแตกต่างกับตลาดสินค้าอื่นๆ เช่น ตลาดนัดหรือตลาดหุ้นอย่างโดยสิ้นเชิง

เวลาเราซื้อหุ้น เราเลือกหุ้นตัวที่เราชอบ ตัวที่ราคาคุ้มกับหยาดเหงื่อของเราและกับสิ่งดีๆ ที่จะให้กับเราในอนาคต แต่หุ้นไม่เคยมีโอกาสได้เลือกเรา

กลับกัน เวลาคนสมัยใหม่ (ผู้ไม่ถูกคลุมถุงชน) จะเป็นคู่รักกัน เราเลือกเขายังไม่พอ เขาต้องเลือกเรากลับด้วย (เผลอๆ พ่อแม่เขาด้วย) ถึงจะจับคู่ได้ไงครับ

ลักษณะแบบนี้นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่าการจับคู่ใน “ตลาดสองด้าน” (two-sided matching market) ที่ผู้คนต่างเข้ามาเสาะหาคู่ที่ตัวเองชอบที่สุดจากตัวเลือกอื่นๆ ทั้งหมดในตลาด ซึ่งอาจเป็นแค่ห้องเรียนเล็กๆ สมัย ม.3 (puppy love) หรือเป็นเว็บบอร์ดหางานขนาดใหญ่

เราทุกคนต่างมีความพึงพอใจ (นักเศรษฐศาสตร์เรียก preference หรือภาษาคนเรียกว่า “สเปก”) ว่าเราต้องการให้คนรักของเรามีคุณสมบัติแบบไหนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น หน้าตา ความคิด นิสัยใจคอ หรือฐานะอาชีพ หลักการไม่ต่างกับเวลาที่บริษัทคัดเลือกพนักงานโดยดูจากประสบการณ์บนซีวีหรือการศึกษาของผู้สมัครงาน ส่วนผู้สมัครงานเองก็ทำการศึกษาว่าบริษัทมีชื่อเสียงดีไหม ชั่วโมงโหดหรือไม่ เนื้องานเป็นอย่างไร และเนื่องจากการจับคู่ทั้งสองแบบมีความไม่แน่นอนสูง (เขาจะดีหรือเก่งอย่างที่บอกจริงหรือไม่) จึงมักมีช่วงที่ผู้เล่นทั้งสองฝั่งจะมาพบกันเพื่อตรวจสอบและอัปเดต “ความเชื่อ” ในข้อมูลเกี่ยวกับอีกฝั่ง นั่นก็คือการสอบสัมภาษณ์เวลาเราหางาน หรือการออกเดท/คบหาดูใจเวลาหาแฟน การตรวจสเปกอย่างเอาเป็นเอาตายจึงทำให้เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ที่มีคุณสมบัติที่เป็นที่นิยมและขาดแคลนมากกว่าจะมีความได้เปรียบในการต่อรอง ไม่ว่าจะในการหางานหรือการหาคู่

ไม่แปลกที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า คนสวยคนหล่อมัก “เลือกได้” และบางทีคนที่เราอยากจับคู่ด้วยอาจให้ความสำคัญกับคุณสมบัติบางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ง่ายๆ ที่ถึงแม้เราจะทดแทนด้วยสิ่งอื่นๆ ก็ยังไม่พอ เช่น หน้าตาหรือครอบครัวของเรา เพราะเหตุนี้ เราจึงไม่ควรทำร้ายตัวเองจนเกินไปครับ

การที่จะเกิดการจับคู่ได้ สเปกทั้งหมดไม่เพียงแต่ต้องลงรอยกันพอสมควรแต่ก็ต้องถูกเปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่นในตลาดด้วย ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นไปได้ว่าคน 2 คนที่เท่าเทียมกันทุกอย่างแต่ดันไปพบคนพิเศษในคนละตลาดกัน คนหนึ่งอาจได้ลงเอยแบบสบายๆ แต่อีกคนอาจถูกทอดทิ้งแบบไม่แยแสไม่ว่าเขาจะทุ่มเทอะไรมากแค่ไหน เพียงเพราะว่าพวกเขา 2 คนนี้อยู่ในตลาดที่มีโครงสร้างและตัวเลือกอื่นๆ ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ตลาดที่คุณกำลังหาคู่อยู่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับคุณสมบัติของคุณเองนะครับ

2. การเป็นโสดไปก่อนบางทีก็เป็น strategy ที่ดีกว่า

ที่มาภาพ : https://www.flickr.com/photos/monkie1231/8052244808
ที่มาภาพ : https://www.flickr.com/photos/monkie1231/8052244808

นักเศรษฐศาสตร์แรงงานมักมองว่าการตัดสินใจเลือกงานจะขึ้นอยู่กับว่าค่าจ้างที่บริษัทให้นั้นสูงกว่าค่าจ้างที่หวัง (reservation wage) หรือไม่ ถ้าไม่ถึงก็ควรรอข้อเสนอที่ดีกว่าต่อไป คล้ายกับเวลาเรามีเพื่อนที่ช่างเลือก ใครจะดีแค่ไหนก็ยังไม่พอ แล้วก็เลือกที่จะเป็นโสดต่อไป

ฉะนั้น การเป็นโสดในสายตานักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครต้องการเขาเสมอไป อาจจะเป็นเรื่องจริงที่โดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายจะชอบผู้หญิงอายุน้อยกว่า (อาจจะด้วยเหตุผลทางชีววิทยา) แต่จากข้อมูลแค่นั้นก็สรุปห้วนๆ ไม่ได้เสียทีเดียวว่าผู้หญิงอายุมากนั้น “ขึ้นคาน” เพียงเพราะว่าผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงอายุมาก เนื่องจากตลาดหาคู่เป็นตลาดที่มีสองด้าน ความพึงพอใจของฝ่ายหญิงจึงสำคัญไม่แพ้กัน อาจเป็นเพราะไม่มีใครถูกใจเขาพอหรือยังสู้การอยู่คนเดียวไม่ได้ก็เป็นได้ ยิ่งคนที่มีซัพพอร์ตจากครอบครัว งานอดิเรก สัตว์เลี้ยง หรือเพื่อนฝูงมากๆ การเป็นโสดอาจเป็นตัวเลือกที่ไม่ได้แย่ขนาดนั้น คล้ายกับเวลาคนตกงานสามารถเคลมเงินชดเชยการว่างงานก้อนมหึมาได้อยู่เสมอ เขาก็จะไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนหางานเท่ากับในกรณีที่ตัวใครตัวมัน

นักเศรษฐศาสตร์โนเบลในปี 2010 มองว่าหากเรายังไม่พบคนที่ชอบจริงๆ ควรรอและไม่ย่อท้อในการค้นหาคนคนนั้นต่อไป มันดีกว่าเสียเวลาไปกับการจับคู่ที่ไม่ยืนยง (unstable match) และปิดโอกาสตัวเองในตลาดหาคู่ ผมเองก็มองว่าเราเอาเวลาไปพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นก่อนเข้าตลาดครั้งต่อไปยังดีเสียกว่า

แต่จุดนี้ก็ต้องระวังสำหรับคนที่อยากมีคู่แต่ตั้งความหวังไว้สูงมาก (ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร) ยิ่งรอนานเท่าไหร่ก็ยิ่งอาจทำให้คนที่สนใจจะมาจับคู่กับเรามีจำนวนน้อยลงได้เหมือนกัน เพราะนอกจากตลาดจะเล็กลงตามอายุแล้ว อีกฝั่งอาจมองไม่เห็นว่าเรากำลังหวังสูง แต่กลับสรุปเอาเองว่าเรา “ไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจ” จึงยังโสดอยู่ถึงทุกวันนี้ ไม่ต่างกับเวลาที่ซีวีเราเริ่มด่างพร้อยในสายตาบริษัทเมื่อคนเราตกงานมาเป็นเวลานาน จุดนี้น่าสนใจและอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงเห็นคนที่อายุมากๆ เมื่อคบกันแล้วเดี๋ยวเดียวก็แต่งงานมีลูกเลย ในขณะที่พวกที่คบกันมาตั้งแต่ประถมคบไปเป็นสิบปีแต่เลิกกันดื้อๆ ก็มี อาจเป็นเพราะเขาเหล่านี้เวลาเริ่มน้อยลงจนต้องยอมลดความหวังหรือไม่ก็รู้สึกว่าต้องเพิ่มความพยายามในการค้นหาคู่ชีวิต (search effort) ในช่วงโค้งสุดท้ายก็เป็นได้

3. สัญญาณรักสำคัญไฉน

ที่มาภาพ : https://pixabay.com/en/rose-roses-flowers-red-valentine-374318/
ที่มาภาพ : https://pixabay.com/en/rose-roses-flowers-red-valentine-374318/

ในเมื่อบางทีการแข่งขันมันสูงในตลาดหาคู่ ก็ไม่แปลกที่เราอาจได้เห็น “ด้านมืด” ของความรักที่มักมาในคราบการโกหกหลอกลวงหลังจากเข้าสู่ช่วง “หมดโปร” หรือ การบอกรักแบบไม่มีความหมาย ทำนองว่า “เอะอะก็ว่ารัก เอะอะก็คิดถึง”

ปัญหาคนหลอกลวง ไม่ว่าจะระดับร้ายแรงขนาดสาบานว่าจะรักตลอดไปแต่กลับไปมีชู้ หรือเล็กน้อยแบบเวลาเลือกฟิลเตอร์รูปโปรไฟล์ ต่างสร้างปัญหาในตลาดหาคู่ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้อื่นเสียเวลาหรือเป็นการสร้างความไม่แน่นอน

เว็บไซต์หาคู่ออนไลน์เกาหลีแห่งหนึ่งเคยขอให้ทีมนักเศรษฐศาสตร์ช่วยแก้ปัญหา “ตลาดติดขัด” ที่เต็มไปด้วยสัญญาณรักลมๆ แล้งๆ (ทำนองว่าบอกทุกคนว่ารักมากหรือชวนทุกคนไปกินข้าวดูหนังแต่กลับไม่ไปจริง) เพราะว่าการบอกรักออนไลน์หรือส่งซิกเดี๋ยวนี้มันง่ายกว่าปลอกกล้วยเสียอีก (ถ้าเทียบกับการระดมความกล้าบอกรักต่อหน้าเขาแบบสมัยก่อน) ทีมนักเศรษฐศาสตร์เขาจึงลองเสนอให้กำหนดให้ผู้ใช้งานแต่ละคนมี “กุหลาบเวอร์ชวล” พิเศษคนละแค่สองดอกเพื่อส่งให้ผู้ใช้งานที่ถูกใจที่สุดเท่านั้น ปรากฏว่าวิธีนี้ทำให้ตลาดทำงานได้คล่องขึ้นจริงๆ เพราะว่าการเพิ่มต้นทุนของสัญญาณรักในโลกที่อะไรๆ ก็ง่ายไปหมดเริ่มทำให้สัญญาณเหล่านี้มีค่าขึ้น เวลาเราได้รับกุหลาบนี้เราจะทราบทันทีว่าผู้ส่ง “สูญเสีย” อะไรที่มีค่าต่อเขามาก เพราะการที่เขาเลือกจะส่งมาให้เราทำให้เขาไม่สามารถส่งไปให้กับคนอื่นได้ แสดงว่าเขาต้องสนใจเรามากพอสมควร ไม่ใช่แค่หวังหว่านแห

เห็นแบบนี้แล้วจึงอดคิดไม่ได้ถึงเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับสิ่งที่คนเราทุ่มเทให้กันและกันก่อนเริ่มคบหากัน (ยอมเดินเปียกฝนไปส่งด้วย ลงมือทำขนมให้เป็นของขวัญทั้งๆ ที่ก็ทำไม่ค่อยจะเป็น หรือทุ่มทุนค่าขนมทั้งเดือนซื้อตุ๊กตาตัวที่ใหญ่ที่สุดในร้านที่จริงๆ แล้วเขาอาจไม่ได้อยากได้) ทั้งๆ ที่พอลองนึกดูแล้วมันมีวิธีที่ “ต้นทุนถูกกว่า” (เช่น ให้แค่ลูกอมฮาร์ทบีท)

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีแก้ปัญหา “สัญญาณไร้ค่า” ที่คล้ายกับเวลาที่ใบปริญญาหรือใบประกาศนียบัตรทำหน้าที่ช่วยสื่อถึงคุณภาพของคนๆ หนึ่งว่าเป็นแรงงานที่มีความสามารถไม่ธรรมดา เนื่องจากการได้กระดาษแผ่นนั้นมาเป็นอะไรที่มีต้นทุนสูง ใช้เวลานานยังไม่พอแถมยังต้องผ่านการคัดเลือกและการทดสอบมากมายอีกด้วย

และบางทีสัญญาณรักที่คุณนึกว่ามีค่ามากๆ อาจไม่ได้มีค่าเท่าที่ควรด้วยเหตุผลภายนอก เช่น ดอกไม้ช่อโตในวันวาเลนไทน์ เพราะบังเอิญว่าสังคมเรามี social norm (บรรทัดฐานทางสังคม) ที่จะมีการแลกเปลี่ยนดอกไม้ ชอกโกแลต หรือของขวัญกันในวันนี้ คนรักของคุณจึงอาจสร้างความคาดหวังไว้เรียบร้อยแล้วว่าตนควรจะได้รับของขวัญหรือการกระทำดีๆ ผลลัพธ์ของการให้ในวันพิเศษจึงไม่ค่อยพิเศษเท่าที่ควร และอาจพิเศษน้อยกว่าให้ในวันธรรมดาๆ เสียอีก (แต่กระนั้นก็ตาม ผมไม่แนะนำให้คุณเลิกธรรมเนียมนี้และอ้างเหตุผลนี้ในชีวิตจริงเนื่องจากคุณอาจถูกลงทัณฑ์อย่างรุนแรงได้)

แต่การเพิ่มต้นทุนของสัญญาณก็ไม่ใช่วิธีเดียวที่มนุษย์เราคิดค้นขึ้นมาแก้ปัญหาจำพวกนี้ คุณสมบัติบางประเภท เช่น ประวัติอาชญากรรม เดี๋ยวนี้เว็บไซต์หาคู่ออนไลน์สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนปัญหาความไม่แน่นอนของคุณสมบัติอื่นๆ ที่ตรวจสอบไม่ได้ง่ายๆ เช่น ความจริงใจหรือความมั่นคงในหน้าที่การงานซึ่งอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลานั้นมนุษยชาติก็ได้หาวิธีบรรเทาความเสียหายหากต้องเลิกราด้วยนวัตกรรมทางกฎหมายไว้แล้ว (ทั้งทางการและไม่ทางการ) เช่น การเซ็นสัญญาก่อนแต่ง และ ธรรมเนียมสินสอดทองหมั้น

4. ลด “ต้นทุนอกหัก” เพื่อให้คุณ “เล่นของสูง”

ที่มาภาพ :  https://static1.squarespace.com/static/55ed796ce4b019cad20cbdaa/t /57194eb6f850828c394e243c/1461276768131/
ที่มาภาพ : https://static1.squarespace.com/static/55ed796ce4b019cad20cbdaa/t
/57194eb6f850828c394e243c/1461276768131/

ผมคิดว่าวง Big Ass พูดถูกมากๆ ว่าถึงแม้ว่า “ รู้ว่าเสี่ยง แต่​คงต้องขอลอง”

กี่ครั้งแล้วที่คนเราล้มเลิกความคิดที่จะติดต่อหรือทำความรู้จักกับคนที่เราคิดว่า “สูงเกินเอื้อม” เพราะกลัวทนคำปฏิเสธไม่ไหว

นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของพฤติกรรมกลยุทธ์ (strategic behavior) ที่นักเศรษฐศาสตร์แรงงานมักทดสอบในข้อมูลตลาดแรงงานเนื่องจากสิ่งนี้สร้างปัญหาร้ายแรงได้ 2 ทาง

หนึ่ง คือ สำหรับคนที่กลัวเจ็บ เขาจะหันไปเลือกตัวเลือกอื่นทั้งที่จริงๆ แล้วก็รู้ดีอยู่ว่ามันไม่ได้ดีที่สุดต่อตัวเขาเอง พูดง่ายๆ ก็คือ หวังต่ำไป น่าเสียดาย

สอง คือ คนที่หลายคนมองว่าสูงเกินเอื้อม อาจโชคร้ายโดยที่ไม่ได้ทำอะไรผิด กลับไม่ได้จับคู่กับตัวเลือกที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของตน เนื่องจากคนเหล่านั้น “ปอดแหก” กันไปเสียก่อน

งานวิจัยโดย Günter J. Hitsch กับ Ali Hortaçsu และ Dan Ariely พบว่า ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากเว็บไซต์หาคู่ออนไลน์นั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ใช้งานพยายามป้องกันตัวเอง พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่หน้าตาดีระดับต่ำๆ ก็ยังคงส่งสัญญาณว่า “สนใจ” ให้กับคนที่หน้าตาดีมากๆ แบบไม่ลดละเมื่อเทียบกับการส่งสัญญาณของคนที่หน้าตาดีระดับสูงกว่าเขา ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าการหาคู่ออนไลน์มีต้นทุนอกหักที่ต่ำกว่าการหาคู่ออฟไลน์ คนไม่ค่อยคิดมากในการส่งสัญญาณด้วยมือถือ ซึ่งในทางกลับกัน เราอาจต้องคิดหนักมากเมื่อต้องตัดสินใจส่งสัญญาณในบาร์ หรือต้องชวนคนที่ชอบให้นั่งติดกันตอนไปทัศนศึกษาสมัยเด็กๆ จุดนี้ถือเป็นข้อดีของการหาคู่ออนไลน์ เนื่องจากช่วยลดโอกาสที่จะมีคู่บุพเพสันนิวาสที่ดันดวงกุด ไม่ได้พบกันเพียงเพราะว่ามีใครคนนึงเขินอายกลัวเจ็บเกินไปครับ

สรุป

จากมุมมองเศรษฐศาสตร์แล้ว (ซึ่งอธิบายพฤติกรรมการหาคู่/แสดงความรักได้แค่บางส่วน) เราควรเข้าใจว่า

    • 1. ตลาดหาคู่เป็นตลาดสองทางและมีการแข่งขันด้วยคุณสมบัติตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การเป็นโสดเพื่อพัฒนาคุณสมบัติตนเองหรือเพื่อรอโอกาสที่ดีกว่า ไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนคิด

2. โครงสร้างตลาดมีส่วนสำคัญในการจับคู่ หากเลือกได้ควรเลือกให้คุณได้เปรียบคู่แข่งเสมอ

3. ควรคำนึงถึงคุณค่าและคุณภาพของสัญญาณรัก และ

4. พยายามลดต้นทุนอกหักให้ได้เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้จับคู่กับคนที่คุณชอบที่สุด

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าทั้งหมดที่กล่าวไปข้างบนนั้นไม่ใช่ความรักต่ออีกคนเลยสักนิด
เป็นแค่ความรักต่อตัวเองทั้งสิ้น

บางคนอาจคิดว่า เวลาคบกันใหม่ๆ ความหวานชื่นช่วงแรกที่หวานที่สุดนั้นคือความรัก แต่ผู้เขียนคิดว่าในช่วงนั้นความรักที่แท้จริงยังไม่ได้มีโอกาสผลิบานเลยด้วยซ้ำ เป็นแค่เกมการค้นหากันระหว่างสองคู่ค้าในตลาดหาคู่เท่านั้น พูดง่ายๆ คือ เป็นแค่เกมทางชีววิทยา

กรอบความคิดเหล่านี้อาจพาคุณไปหาคู่ครองในฝันที่คุณวาดภาพเอาไว้ได้จริงในวันที่คุณทั้งสองเซ็นสัญญารักร่วมกัน แต่มันไม่การันตีว่าสัญญาของคุณจะถูกต่อออกไปยาวจนชั่วชีวิตหรือจะมีความสุขอย่างที่ใฝ่ฝันเอาไว้ตั้งแต่ต้น

สิ่งที่จะทำให้ชีวิตคู่มีความสุข มีรสชาติ และไม่เสียดายชาติเกิด จะมาจากการหมั่นดูแลคนที่เขายอมมาจับคู่กับคุณทั้งๆ ที่เขาเองก็มีตัวเลือกอื่นๆ มากมาย (รวมถึงอยู่คนเดียว) และจะมาจากการกระทำต่อๆ ไปของคุณให้เขาไม่ผิดหวังจากวันแรกพบต่างหากครับ

“จะมีความรักได้ต้องมีเงิน” ความมั่นคงทางเศรษฐกิจคือปัจจัยของความสัมพันธ์

ความรักเป็นเรื่องสวยงาม แต่พอพูดเรื่องเงินมันเลยชักจะไม่ค่อยสวยและ

เวลาเราพูดเรื่องความรัก มักจะไปโยงกับแนวคิดสวยๆ ความรักไม่มีชนชั้น ความรักไม่มีพรมแดน ไม่มีเหตุผล มันคือปรากฏการณ์ล้ำลึกของมนุษย์ ของคนสองคน ที่จะเกิดขึ้นและจบลงในแบบที่ แล้วเขาทั้งสองก็ครองรักกันตราบกัลปาวสาน happily ever after

 

แต่ในโลกแห่งความจริง เรารู้กันดีว่า ‘การตกหลุมรัก’ กัน มันไม่ใช่แค่ตอนจบ แต่มันคือ ‘จุดเริ่มต้น’ ความยุ่งเหยิงของสรรพสิ่ง เมื่อเรารักและผูกสัมพันธ์กับใคร มันมีข้อกำหนดมากมายมากำหนดว่าความสัมพันธ์นั้นมันจะดำเนินไปได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่งหรือไม่

โลกแห่งความจริงไม่สวยงามเสมอ เพราะ ‘เงิน’ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แม้จะซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็นำมาซึ่งอำนาจ และสิ่งต่างๆ ได้ และดูเหมือนว่า ความรัก ความสัมพันธ์ ก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย

แม้แต่ในวิกิพีเดีย ก็ยังมีผู้รู้ไประบุไว้เลยว่า ‘ในโลกแห่งความจริง การจะมีความรักก็ต้องมีเงิน ถ้าไม่มีเงินก็จะไม่มีความรักที่สวยงาม’ อื้อหือ บาดเลือดซิบๆ เพราะความจริงที่ไม่สวยงามอย่างฝัน

uucheyenne.org

 

ลำดับชั้นของความต้องการ

กลับไปที่สังคมศาสตร์เบื้องต้น ความรักที่ใครๆ ก็ต้องพูดถึงคือตารางสามเหลี่ยมของ Maslow คอนเซ็ปต์ง่ายๆ ของมาสโลวคือ คนเรามีความต้องการเป็นลำดับขั้น เราต้องมีสิ่งที่เป็นฐานก่อนแล้วจึงสามารถค่อยๆ ไปแสวงหาความต้องการอื่นๆ ที่มันเป็นนามธรรมมากขึ้นไปได้

ถ้าไม่มีกิน จะเอาเวลาและหัวสมองที่ไหนไปแสวงหาเรื่องสูงส่ง ทำนองว่า แค่ข้าวยังไม่มีจะกิน บ้านยังไม่มีจะอยู่ จะอาจหาญไปไขว่คว้าหาความรัก ความสำเร็จ หรือความสวยงามอะไรก็เป็นไปไม่ได้น่ะสิ

ดังนั้น ถ้าพูดเรื่องความไม่เสมอภาค ดูเหมือนว่าชนชั้นและโอกาสทางสังคมจะเป็นตัวกำหนดชีวิตและความรู้สึกของเราอย่างหนักแน่น เราจะมีความรักหรือไม่มี มีความอ่อนไหวหรือไม่ เงื่อนไขในการดำรงชีวิตเช่น รายได้ ความปลอดภัย สวัสดิการ ล้วนเป็นสิ่งที่มีผลกับมิติที่เป็นส่วนตัวและดูเป็นอุดมคติทั้งนั้น

simplypsychology.org

 

ปิแอร์ บูร์ดิเยอ กับมุมมองทางเศรษฐกิจของความรัก

แนวคิดเรื่อง ‘รสนิยม’ และ ‘ทุน’ ของบูร์ดิเยอ นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เป็นแนวคิดที่มาเปิดโปงว่า เรื่องสวยๆ งามๆ ที่เราใช้นำทางชีวิตล้วนมี ‘แง่มุมที่ไม่ค่อยสวย’ เช่นเรื่องเงิน เรื่องผลประโยชน์ แอบแฝงอยู่ทั้งนั้น

บูร์ดิเยอบอกว่า ‘รสนิยม’ คือกระบวนการสำคัญที่สังคมใช้ในการดำรง ‘ชนชั้น’ และความไม่เสมอภาคเอาไว้ ไอ้คำว่ารสนิยมมันดูเป็นเรื่องส่วนตัวเนอะ แต่เอาเข้าจริงรสนิยมเป็นสิ่งที่ได้รับการตกทอดและหล่อหลอมขึ้นมาผ่านครอบครัว และในการหล่อหลอมนั้นมันก็มีเรื่อง ‘ทุน’ ต่างๆ ที่เราได้รับการหล่อหลอมขึ้นมาด้วย

สิ่งที่บูร์ดิเยออธิบายคือ การที่คนเราจะมีรสนิยมเหมือนกันได้ ภูมิหลังทางสังคมนั้นก็ค่อนข้างไม่ต่างกันมาก ร้านอาหาร ผับ สถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงฟิตเนส อันเป็นพื้นที่ที่เราไป ‘ปฏิสังสรรค์’ กับคนอื่นจึงเป็นสิ่งที่มากำหนดว่าเราจะได้เจอกับใคร จะถูกใจใคร และมีแนวโน้วที่จะตกร่องปล่องชิ้นกับใคร แนวโน้มก็ไม่ค่อยแหวกแนวเนอะ คือสุดท้ายแล้วเราก็มีแนวโน้มที่จะไปได้ดีกับคนที่มีสถานะใกล้ๆ กับเรา มีระดับการศึกษา ลักษณะการทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกันกับเรา

 

ถ้ามองในมุมมองแบบมาร์กซ์ เรื่องความรัก ความรู้สึก ก็คล้ายๆ ประเด็นเรื่องปรัชญาความคิดเหมือนกัน คือเรื่อง ‘พิเศษๆ ’พวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘สิทธิพิเศษ (privilege)’ ปรัชญา ความรู้ ก็ดูจะเป็นเรื่องของคนที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น ถ้าไม่รวยพอเราก็ไม่อาจเข้ารับการศึกษาในระดับสูงได้ แถมไม่มีเวลาว่างมานั่งคิดใคร่ครวญ มองเห็นมองหาเรื่องที่เป็นนามธรรม เรื่องหัวใจอะไรทั้งหลายแหล่ แค่ทำงานหาข้าวใส่ท้องไปวันๆ ก็หมดเวลา หมดสมอง หมดพลังงานแล้ว

ยิ่งถ้ามองทุกอย่างตามเนื้อผ้า ‘ความโรแมนติก’ มันก็มีราคาของมัน อย่างน้อยๆ คือราคาของ ‘เวลาว่าง’ การที่เราจะมีเวลาว่างได้นี่ต้องเป็นคนที่มีสถานะดี มีการงานและรายได้มั่นคงในระดับหนึ่งเลยนะ ถึงจะสามารถซื้อ ‘เวลาว่างได้’

ขนาดแค่ชนชั้นกลางอย่างเราๆ ถ้าไม่มีเงินหรือรายได้ที่แน่นอนมั่นคง การจะมีความรักได้นี่ดูเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้มากๆ เพราะในด้านหนึ่งความรักคือการรับผิดชอบใครอีกคนหนึ่ง ถ้าไม่มีเงินสนับสนุน มันก็ยากเนอะ อย่างน้อยๆ ดินเนอร์ใต้แสงเทียน มันก็ไม่ได้ได้มาฟรีๆ

bucuti.com

แม้สถานะทางสังคมมีส่วนในการกำหนดความรู้สึกหรือความรักของเราก็จริง แต่สุดท้าย ความรักมันก็เป็นเรื่องของคนสองคน ซึ่งก็ใช่ว่ารักข้ามพรมแดน รักข้ามความแตกต่างจะเป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว

ถ้าลอง work มัน on สุดท้าย มันพอก็ไปได้นะ