พัฒนาการทางความรัก

ย่างเข้าเดือนแห่งความรักแล้วนะครับ ไม่ว่าจะมองไหนทางใดก็สัมผัสถึงบรรยากาศของความรักอบอวลไปทั่ว อันที่จริงแล้ววันวาเลนไทน์นั้นเพิ่งจะมาโด่งดังในประเทศไทยโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมานี้เอง คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยนี้ก็คงจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะกับพฤติกรรมของลูกๆ ไม่มากก็น้อยทีเดียวนะครับ

สำหรับพัฒนาการทางความรักนั้น มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ระยะแรกของชีวิต ทารกที่ได้รับการสัมผัสเลี้ยงดูจากมารดาและบุคคลรอบข้างอย่างเหมาะสม ก็จะรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวนั้นน่าพึงใจ และเรียนรู้ที่จะไว้ใจบุคคลรอบข้าง แต่หากเป็นไปในทางตรงข้าม ทารกก็จะเกิดความไม่ไว้ใจและสงสัยในโลกที่ตนอาศัยอยู่จนอาจพัฒนาเป็นบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสมในอนาคตได้ครับ

ความรักในวัยเด็กนั้นยังถูกหล่อหลอมจากการเรียนรู้ด้านสังคม เด็กๆ ควรได้รับการฝึกวินัยและหลักศีลธรรมร่วมกัน เพื่อที่จะสามารถควบคุมตนเองและดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่าเงป็นสุข โดยไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง อันเป็นพื้นฐานของการเคารพสิทธิส่วนบุคคลครับ

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เด็กผู้หญิงจะเจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กผู้ชาย โดยเริ่มเข้าสู่วัยสาวตั้งแต่อายุประมาณ 10 ปี จะสังเกตได้นะครับว่าเด็กๆผู้หญิงช่วงที่เรียนอยู่ชั้น ป.3 – ป.4 ยังสามารถเล่นไล่จับกับเพื่อนผู้ชายได้โดยไม่ขัดเขิน แต่พอขึ้นชั้น ป.5 อาจจะมีความรู้สึกเอียงอายเกิดขึ้น ในขณะที่เด็กผู้ชายจะเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มในช่วงอายุประมาณ 11 – 12 ปี ระยะนี้อาจมีเหตุการณ์หนุ่มน้อยปิ๊งสาว หรือ สาวน้อยปิ๊งหนุ่ม หรือบางครั้งเพื่อนตัวดีก็อาจจะจับคู่ให้กันก็มี
ดังที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า ความรักกับวัยรุ่นนั้นอาจสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้กับผู้ปกครองได้ ทั้งนี้เป็นเพราะเด็กวัยรุ่นนั้นเริ่มมีพัฒนาการหลายด้านที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีทุติยภูมิทางเพศที่สมบูรณ์ สนใจเพศตรงข้าม ติดเพื่อนมากขึ้น อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และยังชอบเถียงไม่ฟังคำสั่ง ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านรู้สึกหงุดหงิดได้ทุกเวลานะครับ

คุณพ่อคุณแม่อาจต้องมีการปรับตัวให้ตามทันเจ้าตัวยุ่งสักนิดนะครับ แต่ไม่ต้องถึงกับกังวลหรือทักท้วงเด็กๆ มากจนเกินไปเพราะจะทำให้เสียความสัมพันธ์ที่ดีได้ ผู้ปกครองควรหมั่นพูดคุยกับเด็กด้วยท่าทีที่เป็นมิตร อาจชี้ชวนหรือเปิดประเด็นการสนทนาในเรื่องความรักที่ดีและไม่ดีจากสิ่งแวดล้อมที่พบเห็น ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะและเรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกทางหนึ่งด้วยครับ อย่างไรก็ตาม หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจที่จะพูดคุยกับลูกๆ หรือไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สามารถที่จะขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในครอบครัวและป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตครับ